VIRGIN
CHAPTER 18
ปล. ตอนนี้ไม่ได้มีฉากเรทอะไรค่ะ แต่ก็ไม่รู้ทำไมโดนแบน
ย้ายมาที่นี่แทนนะคะ
อ่านจบกลับไปเมนท์หรือติดแท็กฮันบินล่าแต้มให้เค้าด้วยน้า ใครใจดี ♥
ขอบคุณค่า
HANBIN TALK
ผมนั่งลูบแหวนอย่างใช้ความคิดในขณะที่มองไอ้บ๊อบเคลียร์งาน
อย่างที่รู้กันว่ามันใกล้จะถึงงานพรอมแล้ว
และทุกคนก็ต้องไปกันเป็นคู่ๆ
แน่นอนว่าคนฮอตอย่างพวกเราชาวคาริสม่าก็ต้องมีคนมาขอให้ไปด้วยเป็นธรรมดา เพราะเหตุนี้อาจารย์จึงจัดกิจกรรมพิเศษขึ้น
โดยจะเฟ้นหาเด็กนักเรียนที่หน้าตาดีระดับท๊อปของแต่ละสายชั้นมาให้ทุกคนในโรงเรียนทำการโหวต
มีเพียง 10 คนเท่านั้นที่จะได้แหวนไปครอง
แน่นอนว่ากลุ่มของพวกผมครอง 4
อันดับแรกกันมาตลอดตั้งแต่เข้ามาเรียนที่นี่ พูดง่ายๆ คือพวกผมฮอตตั้งแต่อยู่ม.ต้นแล้วล่ะ
มันเป็นเหมือนเหมือนกิจกรรมที่สืบทอดกันมานาน
เป็นเอกลักษณ์ของโรงเรียนผมเลยก็ว่าได้ ซึ่งทุกปีก็จะมีคนแห่แหนกันมาขอให้ไปงานเป็นคู่ด้วยเป็นจำนวนมาก
พวกผมก็จะมีเกมให้เล่นแตกต่างกันไปเพราะไม่ได้ถูกใจใครเป็นพิเศษ
เรียกได้ว่าคนที่มาขอนี่ต้องมีดวงที่ดีพอสมควร
ปีก่อนโน้นไอ้ยุนมันเล่นจับฉลากถุงยาง
ใครที่แกะออกมาแล้วพบว่าเป็นกลิ่นช็อกโกแล็ตก็จะได้แหวนของมันไปครอง อันอื่นๆ
เป็นสตรอว์เบอรี่ทั้งหมดครับ
แน่นอนว่าถ้าจะแกะได้ก็ต้องมีอะไรกับมันก่อนใช่มั้ยล่ะ?
เห็นความแสบของเพื่อนผมรึยัง J
พวกเราคิดเกมแผลงๆ มาเล่นกันตลอด
มันถือเป็นความบันเทิงประจำปีที่ได้สนุกกัน
การที่สามารถเลือกใครมาควงก็ได้ตามใจมันเป็นความรู้สึกที่แบบ.. อ่า
เหมือนกันคุมกฎเกณฑ์ทุกสิ่งอะไรทำนองนั้นเลยครับ
ปีนี้ก็มีคนส่งรายชื่อเข้ามาขออยู่เยอะเหมือนกัน
แน่นอนว่าถ้าเดินเข้ามาขอปากเปล่าพวกผมคงจำหน้าได้ไม่หมดหรอก
ทางโรงเรียนก็เลยทำแบบฟอร์มให้แต่ละคนได้มาลงทะเบียน
รอพวกผมเรียกตัวมาพบแล้วก็ค่อยดูอีกทีว่าจะเลือกใครดี
หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วพวกผมจะได้อะไรจากการทำกิจกรรมอันนี้
แน่นอนว่าพวกผมคงไม่ยอมลงทุนเต้นรำและเทคแคร์ใครฟรีๆ หรอกใช่มั้ยครับ?
แต่เป็นเพราะอาจารย์จะบวกคะแนนกิจกรรมให้กับคนที่ได้รับแหวนเป็นค่าตอบแทน
นี่แหละคือข้อตกลง
ตอนนี้ในส่วนของผมมีคนส่งคำขอมาแล้วทั้งหมด
56 คนด้วยกัน ผมไล่อ่านรายชื่อไปเรื่อยๆ แบบไม่รีบร้อนอะไรนัก
แน่นอนว่าที่ผ่านตาทั้งหมดนี่ผมไม่รู้จัก จะมีที่คุ้นๆ อยู่บ้างก็คนที่เคยนอนด้วยบ่อยๆ
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมกำลังสนใจหรอกครับ
ผมต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ
ที่หวังว่าจะได้เห็นชื่อของ ‘คิม จินฮวาน’ เด่นหราขึ้นมาบนจอ
มันเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ
ที่ไม่รู้จะหวังทำไม เพราะพอไล่สายตาดูจนจบผมก็ต้องรีบไปคว้าแห้วมากิน
มันเป็นอย่างที่คิดนั่นแหละครับ รู้อยู่แล้วว่าไม่มีหรอก
แต่ทำไมต้องผิดหวังขนาดนี้ด้วยนะ
“เฮ้อ..”
“เป็นไร?”
ไอ้บ๊อบที่เพิ่งจะเงยหน้าขึ้นมาจากกองงานเอ่ยถามขึ้น
มันวางปากกาลงบนโต๊ะก่อนจะยกแขนบิดขี้เกียจ
จากนั้นก็ร่อนสมุดเล่มหนึ่งมาตรงหน้าของผม “กูทำเสร็จวิชานึงละ เอาไปลอกไป”
นี่ไงบอกแล้วว่าเพื่อนผมดี
แบบนี้จะขยันทำงานไปเพื่ออะไรกันล่ะ?
“คนมาลงทะเบียนกับมึงเยอะยังวะ?”
ผมเอ่ยถามในขณะที่เก็บสมุดของไอ้บ๊อบเข้ากระเป๋า ไว้กลับไปบ้านค่อยทำก็แล้วกัน
“ไม่รู้ว่ะ ไม่ได้สนใจ
เดี๋ยวไว้ใกล้ๆ ค่อยเลือก แต่ดูเหมือนว่าปีนี้คนจะตื่นเต้นกับเรื่องนี้อยู่นะ
ตอนที่กูไปเข้าห้องน้ำก็มีคนมาถามว่าจะเลือกใคร นี่แค่วันแรกอยู่เลยใจร้อนไปไหน”
“หึ มึงฮอตไง”
“ประเด็นคือตามเข้าไปตื๊อกูถึงในห้องน้ำ
ทำแบบนั้นกูคงเลือกเขาอยู่หรอก” ไอ่บ๊อบบ่นพร้อมกับส่ายหน้า
เรียกให้ผมหัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นก็หมุนแหวนของตัวเองเล่น
มันเป็นแหวนเงินที่มีตราสัญลักษณ์ของโรงเรียน
แล้วก็สลักปีการศึกษาเอาไว้ ส่วนด้านในก็จะมีชื่อของพวกเราแต่ละคนอยู่ในนั้น
ถ้าใครได้ไปก็เอาไปอวดเพื่อนได้อีกยาวว่าเคยไปงานกับคาริสม่ามาก่อน
แต่ก็นะ..
ทำไมพี่จินฮวานเขาถึงไม่มีความรู้สึกชอบผมเหมือนที่คนอื่นชอบบ้างเลยวะ
นี่แหวนของ คิม ฮันบิน เลยนะเว้ย ถ้าพี่เขาได้ไปครอบครองต้องมีแต่คนอิจฉาแน่ๆ
ตอนนี้ผมอยากแบ่งความชอบของคนอื่นที่มีให้ผมออกมาคนละนิดคนละหน่อยแล้วเอาไปใส่ไว้ในตัวของพี่จินฮวานจังเลยครับ
ถ้าทำแบบนั้นได้ก็คงดี
“มึงอะคิดได้รึยังว่าจะเอาเกมอะไรมาคัดคน”
ไอ้บ๊อบถามต่อเมื่อเห็นว่าผมเงียบไป
คำถามนั้นทำให้ผมต้องถอนหายใจออกมาอีกรอบอย่างห้ามไม่ได้
อย่าว่าแต่เกมเลย
ตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะเล่นอะไรทั้งนั้นแหละ
“มันมีกฎว่าเจ้าของแหวนห้ามขอคนอื่นปะวะ?”
ผมเอนหลังพิงโซฟาก่อนจะถามออกไปด้วยความไม่แน่ใจนัก รู้สึกอายๆ ยังไงก็ไม่รู้เมื่อเห็นไอ้บ๊อบหรี่ตามองแบบแซวๆ
แต่ในเมื่อมันเป็นความจริงผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับ
“มึงจะไปขอพี่จินฮวานว่างั้น?”
“อย่าทำหน้าแบบนั้นได้ปะวะ
โคตรล่อตีน” ผมว่าพลางแยกเขี้ยวเมื่อมันยังคงทำหน้าล้อเลียนไม่เลิก
ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ แล้วก้มลงไปมองแหวนในมืออย่างเก่า
“ก็ถ้ารอให้พี่เขามาขอ ชาตินี้ทั้งชาติก็คงไม่มาอะ
ยังไงงานพรอมปีนี้ก็เป็นปีสุดท้ายของพี่ๆ เกรด 12 ปะวะ
เพราะแบบนั้นพี่จินฮวานก็ต้องไปอะ..”
“พี่เขาอาจจะไม่อยากไปก็ได้”
ไอ้บ๊อบยักไหล่แบบไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะยกกระป๋องเป๊ปซี่ขึ้นดื่ม
“โห่ไอเหี้ย
งานแห่งความทรงจำทั้งทีก็ต้องไปดิวะ แล้วถ้าไปพรอมแบบไม่มีคู่มันก็เออ.. แปลกๆ ปะ
กูควรเสียสละไปเป็นคู่ให้พี่จินฮวานปะ? เดี๋ยวแม่งขอเองเลย
ถ้าขอเองจารย์จะว่าไรปะวะ?”
“อือหือ เสียสละมากเลยไอ้สัด”
ไอ้บ๊อบไม่ว่าเปล่ามันยังโยนยางลบมาใส่ผมอีกต่างหาก ทำเอาเอี้ยวตัวหลบแทบไม่ทัน
“ไม่อยากเห็นเขาไปงานคู่กับคนอื่นก็พูดตรงๆ ทำเป็นอ้างโน่นอ้างนี่ก็ไม่ได้ซักที
หัดปากตรงกับใจบ้างมึงอะ”
ผมถึงกับหน้าเบ้พอได้ยินมันว่าแบบนั้น
ไอ้พูดน่ะมันก็พูดง่ายสิวะ
ถ้าการปากตรงกับใจมันทำง่ายขนาดนั้นป่านนี้ผมขอพี่จินฮวานเป็นแฟนไปนานละ แต่พออยู่ต่อหน้าก็พูดไม่ออกทำตัวไม่ถูกทุกที
ก็เลยต้องมานั่งเซ็งอยู่แบบนี้ยังไงเล่า
“ก็แล้วมึงจะให้กูทำยังไงอะ?
เดินเข้าไปขอเลยอ่อ ทำแบบนั้นมัน..”
“ถ้าไม่ทำแบบนั้นก็ไม่ได้อะ
นี่มึงเป็นคนป๊อดตั้งแต่เมื่อไหร่วะ โอกาสมีตั้งเยอะแยะอยู่บ้านเดียวกันก็พูดไปดิ”
มันก็จริงอย่างที่ไอ้บ๊อบพูดแต่ก็แบบ..
โว้ย..
ถ้าใครไม่มาเป็นผมคงไม่เข้าใจ ตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครซักที
เพราะฉะนั้นพอจะทำอะไรด้วยมันก็ยากไปหมดอะ
“ไม่ได้ว่ะ
แค่คิดก็แม่งทำไม่ได้แล้วอะ
มันไม่มีสถานการณ์ไหนที่เป็นใจพอจะให้กูขอพี่เขาไปงานด้วยกันได้เลย ขนาดตอนเช้า..”
ขนาดตอนเช้าสารภาพรักออกไปพี่จินฮวานยังคิดว่าล้อเล่น
ถ้าขอไปพรอม.. เดี๋ยวก็หาว่าผมอยากแสดงละครไม่เลิกอีกอะ
เอาตรงๆ นะครับ
มันจึกทุกครั้งที่โดนประชดว่า ‘เลิกแสดงละครบ้าบอปัญญาอ่อนของนายซักที’ เหมือนกับเรื่องที่ต้องทำกับผมมันโคตรน่าเบื่ออย่างงั้นอะ
ตอนเราแสดงละครกันนี่ไม่หวั่นไหวบ้างเลยรึไงวะ คนอะไรใจแข็งชะมัด
ขนาดผมยังชอบพี่เขาเลย พี่เขาเป็นใครวะปล่อยให้ผมชอบอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้
แม่ง
“ตอนเช้าทำไม?”
ไอ้บ๊อบเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ
เรียกให้ผมส่ายหน้าปฏิเสธก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความปลงตก
จะให้มันรู้ว่าสารภาพรักออกไปแล้วเจอแห้วไม่ได้เด็ดขาด
มีหวังโดนล้อยันลูกบวช จนลูกสึกออกมาแล้วมันก็ยังล้อไม่เลิก
“ช่างแม่งเหอะ
กูรู้ว่ายังไงก็แห้วอะ ไม่ต้องเสียเวลาขอเลย”
“แห้วเพราะได้ลองขอแล้ว
กับแห้วเพราะไม่ได้ทำเหี้ยอะไรซักอย่าง มึงว่าแบบไหนน่าเสียดายกว่ากัน?”
ผมเหลือบตาขึ้นไปมองไอ้คนที่ย้ายถิ่นฐานมานั่งอยู่บนโต๊ะ
ไอ้บ๊อบหยิบขนมใส่ปากก่อนจะเคี้ยวในระหว่างที่มองหน้าผม
สายตาของมันเหมือนอยากให้กำลังใจกรายๆ
ยอมรับว่าพอเป็นแบบนี้ก็มีแวบนึงที่ผมอยากจะลองเสี่ยง แต่พอนึกสภาพตัวเองตอนขอแล้วโดนพี่จินฮวานปฏิเสธกลับมา..
แม่ง แค่คิดก็เจ็บแล้วอะ
ไม่อยากพบเจอหรือประสบเหตุการณ์แบบนั้นในความเป็นจริง
ผมคงรับไม่ได้และเฟลไปหลายวันแน่ๆ
“คิดดูให้ดีๆ ไอ้เหี้ยบิน
ถ้ามึงมัวชักช้าอยู่แบบนี้ ระวังเหอะจะมีคนคาบไปแดก”
ใครวะจะมาคาบไปแดก ไม่มีทางอะ
“พี่จินฮวานไม่มีคนมาขอไปงานพรอมหรอกเว้ย
พี่เขาหัวโบราณจะตายไป ใครที่ไหนจะมาสนใจ”
ก็จริงนี่ครับ
งานพรอมมันก็คืองานสังสรรค์ใช่มั้ยล่ะ
แน่นอนว่าต้องมีเรื่องของแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวอยู่แล้ว
ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนมารุมแย่งคนหน้าตาดีที่มีแหวนอย่างเช่นพวกเรา
ก็เพราะว่าหลังจากเสร็จงานจะได้ไปต่อกันที่อื่นยังไงล่ะครับ
ทุกคนล้วนทำไปเพราะมีเหตุผลส่วนตัวทั้งนั้น
แต่คนที่จืดชืดอย่างพี่จินฮวานน่ะ.. ไม่มีใครสนใจหรอกน่า
ผมไม่ได้ดูถูกนะ
แต่จะบอกว่าเป็นแบบนี้แหละดีแล้ว จะได้ไม่มีใครมายุ่ง ให้ผมยุ่งได้แค่คนเดียวก็พอ
“มั่นใจไปเหอะมึง ไม่แน่หรอก”
“กูมั่นใจ
บางทีถ้าพี่เขาอยากไปงานจริงๆ แล้วไม่มีคนไปด้วย
พี่เขาอาจจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอกูเองก็ได้
“ฝันเฟื่องอีกละ คอยดูเหอะ”
“เออมึงรอดูเลย
พี่เขาไม่มีใครมาขอหรอก”
ผมเชื่อแบบนั้น
VIRGIN♥
JINHWAN
TALK
“อะไรนะ!! พี่ได้คนไปงานพรอมด้วยแล้ว?!!”
“ชู่ว..
จะเสียงดังทำไมเล่า มันน่าแปลกใจตรงไหนกัน” ผมบอกดงฮยอกแบบปรามๆ
เมื่อเขาเสียงดังแถมยังตบโต๊ะอีกต่างหาก
โอเค ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมาก
เพราะนี่ก็เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดเอาไว้เหมือนกัน
ตอนแรกผมปลงตกแล้วด้วยซ้ำเพราะอาจจะได้ไปงานพรอมคนเดียว
“แล้วพี่จะไปกับใคร?”
“หัวหน้าห้องฉันเองอะ”
แต่ใครไปรู้ล่ะว่าจู่ๆ แจบอมก็จะเอ่ยขอออกมา
ในตอนที่ผมไปถึงห้อง ทุกคนแยกย้ายไปเรียนคอมพิวเตอร์กันหมด
แต่แจบอมเพิ่งประชุมเรื่องงานกับครูเสร็จ
ก่อนหน้านั้นเขาพบว่าตัวเองลืมของจึงแวะกลับมาที่ห้องเรียน ส่วนผมเองก็ลืมไปเสียสนิทว่าวิชาคอมไม่ได้เรียนที่ห้องนี้ซักหน่อย
นั่นทำให้ผมได้เจอกับแจบอมพอดี
เราทั้งสองคนเดินไปห้องคอมพ์ด้วยกัน แจบอมเป็นคนนิ่งๆ
เงียบๆ แต่หลายวันที่ผ่านมาคงมีเรื่องให้วุ่นวายเยอะแยะวันนี้เขาก็เลยบ่นให้ฟังเป็นพักๆ
สาเหตุเพราะรองหัวหน้าห้องแบบผมหนีไปแคมป์ภาระทุกอย่างเลยตกอยู่ที่เขายังไงล่ะ
‘นอกจากการสอบที่ต้องเตรียม
อาจารย์ยังให้เราช่วยคิดธีมงานพรอมอีกด้วย บอกว่าให้เสนอมาคนละหัวข้อ
จากนั้นอาจารย์จะไปเลือกกันอีกทีว่าธีมไหนเหมาะสม
ถ้าจะทำแบบนี้ก็น่าจะคิดเองไปเลยสิ’
มันเป็นอีกหนึ่งหน้าที่ที่น่าเบื่อพอสมควร
แต่ผมว่ามันก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้น
คงเป็นเพราะแจบอมเขาไม่ค่อยมีหัวทางด้านศิลป์ล่ะมั้งครับ
เขาเก่งพวกคำนวณและวิทยาศาสตร์มากกว่า
เมื่อเห็นเขาอารมณ์เสียผมก็ทำได้แค่ปลอบเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายหงุดหงิดมากไปกว่านี้
เราสองคนคุยกันไปเรื่อยๆ ยังไม่หลุดพ้นจากหัวข้อของงานพรอม
แจบอมยังคงบ่นอีกหลายอย่าง ทั้งขี้เกียจหาชุดบ้างล่ะ
หรือไม่ก็ขี้เกียจเต้นรำอะไรทำนองนี้ ในเมื่อพูดไปมากๆ ผมก็รู้สึกเหี่ยวแห้ง
พอคิดว่าจะต้องไปงานคนเดียวก็ทำให้รู้สึกเฟลๆ ยังไงก็ไม่รู้
เหมือนแจบอมจะจับได้ล่ะมั้งว่าผมคิดอะไรอยู่
เขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามก่อนว่าจะไปงานกับใคร พอผมบอกว่าไปคนเดียวเท่านั้นแหละ
‘ฉันก็ไปคนเดียว ไปกับฉันมั้ยล่ะ?
ไม่น่าเชื่อว่าประโยคนี้จะออกมาจากปากของหัวหน้าห้องที่แสนเย็นชา
แจบอมบอกว่าคนแบบเขาไม่มีใครมาขอหรอก ผมแย้งแล้วนะว่าเขาหน้าตาดีจะตาย
คนชอบน่าจะเยอะ
แต่เขากลับแค่นหัวเราะแล้วบอกว่าเป็นเพราะตัวเองหน้าดุเลยไม่ค่อยมีคนคุยด้วย
ถึงมันจะเป็นเรื่องจริงก็เถอะ
แต่ผมก็สัมผัสได้นะว่ามีหลายคนที่แอบปลื้มหัวหน้าห้องที่แสนจะเย็นชาคนนี้
ถึงกระนั้นผมก็รีบตอบตกลงไปอย่างไม่คิด
ใครจะปล่อยให้โอกาสดีๆ แบบนี้หลุดลอยไปได้ล่ะจริงมั้ยครับ?
“ก็ฉันไม่มีคนไปงานด้วย ทำไมนายต้องมองฉันด้วยสายตาแบบนั้น”
ผมขมวดคิ้วมองดงฮยอกเมื่อเขาทำหน้าเซ็ง
ดงฮยอกบ่นอุบหาว่าผมไม่ได้เรื่องอย่างนู้นอย่างนี้ ริมฝีปากบางยู่เข้าหากันพร้อมกับทำหน้าเคืองๆ
ใส่
“บอกให้ไปชวนฮันบินก็ไม่เชื่อ”
“ไม่อะ คนไปขอเขาเยอะจะตาย เมื่อกี๊ฉันแอบเข้าไปดูรายชื่อของคนที่ลงทะเบียนขอไปงานกับฮันบินมาด้วย
มีเกือบเจ็ดสิบคนแล้ว ฉันไม่แข่งหรอก”
“ไหนบอกไม่สนใจ?” ดงฮยอกหรี่ตามองอย่างจับผิด
เรียกให้ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะกลอกตาขึ้นไปมองด้านบน
“ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันก็แค่อยากรู้ความเป็นไป”
“นั่นแหละเขาเรียกว่าสนใจ ยอมรับมาเถอะว่าจริงๆ
พี่ก็อยากไปงานกับฮันบินเหมือนกันนั่นแหละ”
ไม่ใช่แบบนั้นซักหน่อย
ผมขมวดคิ้วเข้าหากันกับข้อหาที่ดงฮยอกยัดเยียดมาให้
เป็นเพราะวิชาคอมพิวเตอร์วันนี้ไม่ได้เรียนอะไรเยอะต่างหากล่ะ คนข้างๆ
เองก็เอาแต่พูดกันเรื่องของงานพรอม หัวข้อการสนทนาหลักๆ
ของวันนี้ก็ล้วนแต่เป็นงานพรอมทั้งนั้น
แน่นอนว่าประเด็นคนมีแหวนไม่หลุดพ้นไปจากนี้แน่ๆ
ในเมื่อได้ยินคนพูดถึงฮันบิน
ความอยากรู้อยากเห็นก็ต้องมีเป็นธรรมดา เมื่อเห็นว่ามีเวลาว่างผมเลยเข้าไปในเว็บบอร์ดของโรงเรียน
แล้วก็เข้าไปดูหัวข้อของคนที่ไปลงทะเบียนขอแหวน จำได้คร่าวๆ
ว่าของบ๊อบบี้แล้วก็จุนเน่มีประมาณห้าสิบถึงหกสิบคน ฮันบินเกือบๆ เจ็ดสิบ
และคาดว่าตอนนี้ก็น่าจะมากขึ้นอีก ส่วนของซงปรินซ์นั่นขึ้นหลักร้อยไปแล้วล่ะครับ
แบบนี้แล้วจะให้ผมไปลงทะเบียนแย่งชิงกับคนอื่นอีกหรอไง
ไม่สิ.. ถึงจะมีแค่สามสี่คนผมก็ไม่ลงทะเบียนอยู่ดี
ผมไม่ได้.. ไม่ได้อยากไปงานกับฮันบินซักหน่อย
“แล้วตอนนี้คนที่มีแหวนตกลงกันไปบ้างรึยังล่ะ?
นายทำข้อมูลเรื่องนี้อยู่ไม่ใช่รึไง เล่าให้ฟังบ้างสิ” ผมเปลี่ยนเรื่องคุยเพราะอยากให้ดงฮยอกหยุดพูดเรื่องของผมกับฮันบินซักที
“ฮันบินยังไม่ตกลง
พี่ไปยกเลิกนัดกับไอ้พี่แจบอมอะไรนั่นแล้วไปขอตอนนี้ก็ยังทันนะ”
แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ยอมระรา -_-
“ไม่เอาหรอก ทำไมนายถึงอยากให้ฉันคู่กับฮันบินขนาดนั้น?”
“ก็เหมาะสมกันดีนี่ พี่คิดดูนะ
เวลาทำข่าวเรื่องพี่กับฮันบิน หนังสือพิมพ์ของผมขายหมดทุกที
ยิ่งถ้าฮันบินตอบตกลงตอนนี้ ก็จะพาดหัวข่าวใหญ่ๆ ว่าคู่คนแรกของแก๊งเสือป่าคือแกะน้อยหลงฝูง
คิดว่าคนจะสนใจมากแค่ไหนกัน? เราจะได้เอาเงินมาแบ่งกันไง”
“สรุปนายแค่อยากขายฉันสินะ?”
“โห่พี่ ไม่ใช่แบบนั้น ไม่สิ.. นั่นมันก็ส่วนหนึ่ง
แต่อีกใจผมก็คิดว่าพี่กับฮันบินเหมาะกันดีออกนะ เขาเองก็เป็นห่วงพี่ด้วย
ไม่งั้นที่ค่ายไม่ช่วยเหลือขนาดนั้นร้อก” ดงฮยอกพูดด้วยน้ำเสียงแซวๆ
ไม่พอยังเอาไหล่มาดันๆ กับผมอีก
เรียกให้ผมบิดตัวหนีก่อนจะย้ายไปนั่งฝั่งตรงข้ามแทน
เกลียดท่าทางของเขาจริงๆ
ส่วนเรื่องที่ฮันบินห่วงนั้น..
“ฉันบอกแล้วไงว่ามันเป็นแค่การแสดง
เพราะเหตุผลงี่เง่าอะไรก็ไม่รู้ฮันบินถึงต้องแสร้งทำเป็นแฟนกับฉัน”
“คนเราจะเสแสร้งได้นานขนาดนั้นเลยรึไง?
แล้วผมว่าฮันบินก็สม่ำเสมอดีนะ ถ้าแกล้งทำน่าจะดีแค่แรกๆ สิ”
“...”
“ใช่มั้ยล่ะ?”
คำพูดของดงฮยอกทำให้ผมเงียบไปอีกหน แต่คราวนี้ในหูกลับมีเสียงหัวใจเต้นตึกตักดังก้องอยู่แทน
พร้อมกับความรู้สึกหวิวๆ จากไหนก็ไม่รู้เยอะแยะที่แทรกเข้ามาด้วย
เพียงแค่คิดก็รู้สึกจั๊กจี้ในท้องแปลกๆ
สม่ำเสมอ..
คำนี้แหละที่ผมเถียงไม่ได้ ตลอดเวลาฮันบินดูแลผมดีจริงๆ
เรื่องหนึ่งที่ประทับใจก็คือคืนวันสุดท้ายเขาไม่เมาเหล้า แถมยังดูแลผมจนถึงเช้า
พอไม่หายไข้ก็เฝ้าอยู่ข้างเตียงตลอดไม่ไปไหน
ยอมรับว่ามีหลายครั้งที่ผมถามกับตัวเองว่า
ต้องแสดงละครมากขนาดนี้เลยหรอ แต่ก็ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไป
แล้วฮันบินเองก็ชอบให้คิดมากในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ทำเป็นเล่นๆ ทุกที
ผมก็เลยคิดว่านี่อาจจะเป็นนิสัยส่วนตัวของเขาก็ได้
พวกเจ้าชู้น่ะ.. มีวิธีการหว่านสเน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร
ผมไม่อยากหลงกลหรอกนะ
“ผมว่าฮันบินน่ะ ชอบพี่นะ ลองไปคิดดูดีๆ สิ”
ดงฮยอกพูดต่อขึ้นมาลอยๆ เขาหันไปให้ความสนใจกับข้อมูลในคอมพิวเตอร์ต่อแล้ว
ผิดกับผมที่หัวใจเต้นแรงมากกว่าเดิมเสียอีก
“ตอนนี้ผู้ครอบครองแหวนที่ตอบตกลงคู่แล้วก็มีรุ่นพี่มินโฮ
ไปงานพรอมกับรุ่นพี่แทฮยอน แล้วก็รุ่นพี่จงอินที่ไปกับรุ่นพี่คยองซู
นอกนั้นยังไม่มีใครตอบตกลงซักคนเลย”
ข้อมูลที่ดงฮยอกพูดออกมานั้นไม่ได้ลอยเข้ามาในหัวของผมเลยซักนิด
สายตาของผมจดจ้องออกไปนอกหน้าต่าง จมอยู่กับความคิดของตัวเอง
พร้อมกับคำพูดเมื่อครู่ที่ยังไม่จางหายไปไหน
‘ผมว่าฮันบินน่ะ ชอบพี่นะ ลองไปคิดดูดีๆ สิ’
ฮันบินชอบผมจริงหรอ?
แล้วไอ้ที่เขาบอกว่าล้อเล่นนั่นล่ะค่ะอะไร?
คนชอบกันแสดงออกมาแบบนั้นหรอไง ที่ผ่านมาผมว่าเขาชอบแกล้งผมจะตาย
เพราะแบบนั้นน่าจะเกลียดกันมากกว่า
ถึงจะมีบางทีที่ฮันบินเป็นห่วงผมมากเกินไปหน่อยในความรู้สึก
แต่ผมลองคิดในมุมกลับ.. ถ้าเพื่อนหรือพี่น้องคนไหนป่วยหนักผมก็ต้องห่วงเหมือนกันนั่นแหละ
เขาอาจจะคิดแบบนี้ก็ได้นะ
“นี่พี่ ฟังผมอยู่มะ?”
“ห..หืม” ผมสะดุ้งเมื่อจู่ๆ ดงฮยอกก็ตบโต๊ะ
ตาเรียวเล็กมองมาอย่างจับผิด เรียกให้ผมรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะกระแอมเบาๆ
เพื่อกลบเกลื่อน “อะไรหรอ?”
“พี่เหม่อ คิดอะไรอยู่?”
“เปล่า.. ไม่ได้คิดอะไรนี่”
“หรอ?”
“อื้อ..” ผมโกหกออกไปก่อนจะก้มลงไปอ่านชีทที่อยู่ตรงหน้า
แวบเมื่อกี๊เห็นดงฮยอกขมวดคิ้วมองมาอย่างไม่เชื่อ
แต่พอเห็นว่าผมไม่พูดอะไรต่อเขาก็ไม่ได้เซ้าซี้ ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
‘ผมว่าฮันบินน่ะ ชอบพี่นะ..’
บ้าจริง ลบประโยคนี้ออกจากหัวไม่ได้เลย
‘ฮันบินน่ะชอบพี่นะ ลองไปคิดดูดีๆ สิ...’
VIRGIN♥
BOBBY TALK
“กูบอกแล้ว
ว่างานนี้มึงต้องได้แดกแห้ว”
ผมพูดแบบขำๆ
ในขณะที่ยกเบียร์ขึ้นมาจิบ
ทำเอาไอ้คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความไม่พอใจ ไอ้บินยกเท้าขึ้นมาไขว้ห้างก่อนจะทิ้งตัวกระแทกกับโซฟาด้านหลังเพราะความหงุดหงิด
มันพ่นลมหายใจฮึดฮัด ทำเอาบรรยากาศรอบๆ เสียไปหมด เพราะตอนนี้คนอื่นๆ
ก็ไม่ได้อารมณ์ดีเท่าไหร่นัก
ก็ไม่รู้ว่าแต่ละคนพาลเป็นอะไรกันไปหมด
ตอนนี้คาริสม่าแก๊งมารวมตัวอยู่ที่บ้านของไอ้ยุนครับ
เห็นว่ามันไม่สบายเป็นไข้ก็เลยแวะมาหา
แล้วก็ยังมีเรื่องแหวนด้วยผมเลยถือโอกาสแวะเอามาให้เลย ส่วนสาเหตุที่ไอ้บินเซ็งๆ
นั้นก็ไม่ใช่อะไร..
ระหว่างเราสองคนกำลังจะกลับบ้านกันก็ต้องไปเจอกับพี่จินฮวานอยู่แล้ว
ไอ้บินถามพี่จินฮวานว่าจะกลับบ้านยังไง จะไปกินข้าวเย็นที่ไหน
แถมยังชวนมาบ้านไอ้ยุนด้วยกันอีกแต่พี่เขาปฏิเสธ
บอกว่าเดี๋ยวจะไปทำธุระกับดงฮยอกต่อก็เลยไม่ได้มาด้วยกัน
ผมที่ยืนรอดูท่าทีอยู่นานก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
ไอ้บินมัวแต่อ้ำอึ้งๆ แค่ผมมองเสี้ยวหน้าของมันผมก็รู้แล้วว่าแม่งคิดอะไรอยู่
มันน่ะอยากชวนพี่จินฮวานไปงานพรอมด้วยจะตายแต่ดันปากหนัก
เพราะแบบนี้ผมจึงถือโอกาสเป็นฝ่ายถามขึ้นเอง
‘พี่จะไปงานพรอมกับใครอะ?’
เพียงพูดแค่นั้นไอ้บินก็เบิกตากว้าง
มันหันมาด่าผมแบบไม่มีเสียงว่า ‘ไอ้เหี้ย’
แต่ผมก็ไม่ได้สนใจที่ตรงนั้น เพราะคำตอบที่ได้มันทำให้ผมตกใจมากกว่า
รวมทั้งไอ้บินที่ยืนข้างๆ ด้วย
‘ไปกับแจบอมหัวหน้าห้องอะ’
ได้ยินเท่านี้ไอ้บินก็ถึงกับรน
มันถามพี่จินฮวานแบบรัวๆ ทั้งที่ว่าใครเป็นคนชวนก่อน ทำไมถึงตัดสินใจไปด้วย
แล้วแน่ใจหรอว่าจะไปกับหัวหน้าห้องคนนั้น หลากหลายคำถามประดังประเดเข้าใส่จนพี่จินฮวานถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากัน
ร่างเล็กหน้ามุ่ยให้กับความจุ้นไม่เข้าเรื่องก่อนจะเป็นฝ่ายตัดบท
พี่จินฮวานบอกว่าไอ้รุ่นพี่แจบอมอะไรนั่นเป็นคนชวน
เห็นว่าตอนแรกไม่มีใครอยากไปด้วยอยู่แล้วก็เลยตอบตกลงไปเพราะกลัวจะไม่มีคู่
คนที่แห้วคือใครล่ะครับงานนี้?
เพื่อนของผมไง
ที่ชื่อว่า คิม ฮันบิน น่ะ
“อย่าตอกย้ำได้ปะไอ่สัด แม่ง..
ถ้ากูสั่งให้พี่จินไปยกเลิกนัดกับไอ้นั่นแล้วไปกับกูแทน จะได้ปะวะ?”
“กล้าทำอ่อ ถ้ากล้าก็เอา”
บทสนทนาจบลงแค่นั้นเพราะแน่นอนว่าไอ้บินมันไม่กล้าทำอะไรอยู่แล้ว
ห้องทั้งห้องตกอยู่ท่ามกลางความเงียบเมื่อจุนเน่เลือกที่จะนั่งเล่นเกมโดยที่ไม่พูดอะไรออกมา
ส่วนไอ้ยุนเองก็นอนอยู่บนเตียงแล้วตะแคงข้างหันมามองพวกเรา
ที่บนหน้าผากมีคูลฟีเวอร์อันเขื่องแปะเอาไว้ด้วย สภาพหน้าตาของมันค่อนข้างจะโทรม
รอยแผลจากการที่โดนทำร้ายนั้นยังไม่หาย ส่วนที่ตรงขอบตาคล้ำหน่อยๆ
เพราะไม่ได้นอนดี
มันบอกว่านอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่เพราะมีเรื่องไม่สบายใจ
ผมเองก็ยังไม่ได้ถามว่าเรื่องอะไร ไว้รออยู่ด้วยกัน 2 คนก่อนค่อยพูด
เพราะคิดว่าถ้ามันพร้อมที่จะเล่าให้คนทั้งกลุ่มฟังมันคงเล่าออกมาตั้งแต่แรกแล้ว
ไม่รู้ว่าหลังจากผ่านเหตุการณ์โดนรุมมาสภาพจิตใจมันเป็นยังไงบ้าง
ปกติแล้วมันเป็นคนเจ้าสำอางค์ พอเห็นว่ามีแผลอยู่ตามตัวคงรับไม่ได้เท่าไหร่
ถึงขนาดกินอะไรไม่ลงเลยทีเดียว เพราะแม่บ้านเอาอาหารมาให้ถึงห้องในทุก มื้อ แต่ปริมาณมันก็คงเหลืออยู่เท่าเดิม
“แล้วปีนี้มึงจะเอาเกมอะไรมาเล่นวะ
เหมือนปีที่แล้วมั้ย?” ผมหาเรื่องชวนคุยเพราะรู้สึกว่าทั้งห้องมันเงียบเกินไปแล้ว
เรียกให้จุนเน่ถึงหูฟังออกก่อนจะหมุนเก้าอี้มาทางพวกเรา
“คิดไม่ออกว่ะ ถ้าเหมือนปีที่แล้ว
กูก็ไม่มีอารมณ์จะมาเอากับใครทั้งนั้น” ไอ้ยุนที่นอนอยู่บนเตียงเป็นฝ่ายตอบกลับมาก่อน
ส่วนไอ้บินก็พ่นลมหายใจออกมาแรงๆ แล้วหยิบช็อกโกแลตที่อยู่บนโต๊ะมาแกะ
“กูก็ไม่อยากไปกับใครถ้าไม่ใช่พี่จินฮวาน”
“นั่นต้องโทษความปอดแหกของตัวเอง
ไหนๆ ก็เป็นแบบนี้แล้ว เลือกเอาซักคนในรายชื่อของมึงดิ”
ผมว่าพลางหยิบไอแพดขึ้นมาเปิดดูจำนวนคนที่มาลงทะเบียนของพวกเราทั้งหมด
“ของกูกี่คนแล้ว?” ไอ้ยุนถามขึ้น
“ของมึงร้อยเจ็ดสิบสี่คน ของจุนเน่ร้อยยี่สิบ
ไอ้บิน.. ของมึงร้อยสามสิบหก ส่วนของกูร้อยยี่สิบเก้า”
ไม่ต้องแปลกใจหรอกครับว่าทำไมจำนวนคนมันเยอะถึงขั้นหลักร้อยขนาดนี้
จนกว่าจะครบกำหนดที่ให้ลงทะเบียนหรือจนกว่าพวกเราจะมอบแหวนให้ใครซักคน
จำนวนมันจะมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะงานนี้ต้อนรับคนทั้งโรงเรียน
ส่วนคนที่มาลงทะเบียนขอแหวนก็สามารถขอได้ทั้งสิบคนเลย ตัวเลือกจะได้มีเยอะขึ้น
เพราะฉะนั้นรายชื่อมันก็ซ้ำๆ กันแหละครับ บางคนส่งคำขอมาทั้งกลุ่มคาริสม่าเลยก็มี
“เอาไว้ค่อยว่ากันอีกทีเหอะว่ะ
ให้คนอื่นๆ ได้คู่กันไปก่อน
พวกเราค่อยมอบแหวนเป็นกลุ่มสุดท้ายก็ได้มั้งเพราะตอนนี้กูคิดอะไรไม่ออกแล้ว”
ไอ้ยุนว่าพลางหยัดกายลุกขึ้นยืน มันดึงแผ่นเจลลดไข้ออกแล้วโยนทิ้งก่อนจะหยิบกระจกขึ้นมาส่องดูแผลตามหน้า
ส่วนคำพูดนั้นก็ทำให้ทุกคนพยักหน้าลงช้าๆ อย่างพร้อมเพรียงกัน
สรุปง่ายๆ
คือพวกเราก็ขี้เกียจเลือกเหมือนกันล่ะครับ ถ้าไม่ได้คะแนนพวกผมคงไม่เอาตัวมาพัวพันกับกิจกรรมนี้หรอก
เอาเป็นว่าจบเรื่องงานพรอมกันก่อนเหอะเดี๋ยวไอ้บินมันจะเซ็งมากไปกว่านี้
เห็นหน้าเหมือนหมาหงอยแล้วโคตรสงสาร
“ไข้หายแล้ว?” ผมเปลี่ยนเรื่องพูด
เรียกให้ไอ้ยุนอ้าปากหาวหวอดก่อนจะส่ายหน้า
“ไม่ แต่ก็ดีขึ้น”
“กินข้าวซักหน่อยดิวะ”
ไอ้ยุนส่ายหน้าอีกหนเป็นเชิงบอกว่าไม่หิว
มันทิ้งตัวลงไปนั่งอยู่บนเตียงเหมือนเดิม จากนั้นก็ค่อยๆ เหยียดกายนอนตะแคงอย่างทุลักทุเล
ท่าทีที่ทำอะไรไม่ค่อยสะดวกนั้นเรียกให้ผมผุดลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปใกล้
พร้อมกันนั้นจุนเน่ก็ลุกแล้วเดินออกไปข้างนอกเช่นกัน
“เฮ้ย กูกลับละ”
ตามด้วยไอ้บินที่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงปลงตก “มึงจะกลับเลยมั้ยไอ้เชี่ยบ๊อบ?”
“ยังอะ มึงกลับไปก่อนเลยก็ได้”
“อืม”
“ลองเสี่ยงขอพี่จินฮวานดูอีกรอบ
เผื่อจะมีอะไรดีขึ้น” ตามด้วยไอ้ยุนที่เอ่ยหยอกออกมาแบบขำๆ
คำพูดนั้นทำเอาไอ้บินขมวดคิ้วเข้าหากันแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ขนาดนี้แล้วยังจะให้กูขออีก?”
“เออ มึงต้องลองดิวะ
เผื่อพี่เขาจะเปลี่ยนใจ”
“ถ้าได้แบบนั้นก็ดี กูไปละ”
พูดจบมันก็เดินออกจากห้องไป
ผมกับมันเอารถมาคนละคันครับก็เลยไม่มีปัญหา
ในเมื่อไอ้บินกับจุนเน่ออกไปแล้วทั้งห้องก็ตกอยู่ภายใต้ความเงียบ
ไอ้ยุนหลับตาลงเหมือนไม่อยากพูดอะไรทั้งนั้น ตามหลักการแล้วผมก็ควรจะปล่อยให้คนป่วยได้พักผ่อนแต่ความสงสัยของผมมีมากกว่าก็เลยตัดสินใจสะกิดเรียกมันเบาๆ
“อะไร?” มันลืมตาขึ้นมามอง
“มีอะไรยังไม่ได้บอกกูปะ?”
ผมถามออกไปตรงๆ แต่เพียงแค่นั้นก็เห็นอีกฝ่ายทำหน้าอึกอัก
ไอ้ยุนเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะหลบตาผมแล้วทำทีเอี้ยวตัวหยิบลูกอมคาราเมลขึ้นมาแกะ
“ไม่มีเว้ย ทำไม?”
“มึงเหมือนคนที่กำลังเก็บอะไรบางอย่างเอาไว้
มีเรื่องอะไรไม่สบายใจบอกกูได้นะ
เพราะเห็นมึงกินข้าวไม่ได้นอนไม่หลับแบบนี้กูก็ไม่สบายใจ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
ก่อนจะส่งมือไปตบบ่าของมัน
ในขณะเดียวกันไอ้ยุนก็ส่งลูกอมเข้าปากแล้วทำหน้าเลิ่กลั่ก
“มึง..คิดมากไปละ กูไม่ได้เป็นอะไร
แค่เจ็บแผลเฉยๆ เดี๋ยวก็ดี เรื่องเหี้ยๆ ที่เกิดขึ้นกูจะไม่นับ
ตอนนี้กูไม่ได้เสียอะไรไปทั้งนั้น”
“คิดแบบนั้นก็ดี
แต่กูแค่อยากบอกว่ามีอะไรบอกกูได้ หมายถึง.. บอกวันหลัง
วันนี้ถ้ายังไม่สบายใจก็ไม่ต้องพูดอะไร กูไม่เซ้าซี้” ผมว่าพลางลุกขึ้นยืนก่อนจะบิดขี้เกียจ
ทำท่าทีสบายๆ อีกฝ่ายจะได้รู้สึกดีไปด้วย
ไม่อยากให้มันคิดว่าผมมากดดันหรือจะเค้นความลับหรอกครับ ผมไม่ใช่คนแบบนั้น
ไอ้ที่จี้ไปตรงหาดก่อนจะกลับนั่นแค่อยากแกล้งมันเฉยๆ
“มึงเป็นห่วงกูก็ดี
แต่ตอนนี้กูไม่เป็นอะไรมาก กูสาบาน” ไอ้ยุนยกมือสามนิ้วขึ้นมา แต่นี่มันคงไม่รู้สินะว่าบนใบหน้าของตัวเองไม่ได้แสดงความสัตย์จริงอยู่เลย
ผมเป็นเพื่อนกับมันมาตั้งนานทำไมจะไม่รู้
“ไม่บอกความลับกูไม่เป็นไร
แต่อย่าโกหกว่าตัวเองสบายดี มันเชื่อไม่ได้” ผมบอกแบบขำๆ
ก่อนจะส่งมือไปผลักหัวมันทีนึงด้วยความหมั่นไส้
“เอ้า.. เหี้ยไรวะ ก็กูไม่ได้..”
“ปกติมึงเกลียดกลิ่นคาราเมล
แต่ตอนนี้มึงยังกินอยู่ นี่แหละที่ทำให้กูรู้ว่ามึงผิดปกติ”
ผมพูดเพียงแค่นั้นไอ้ยุนก็อ้าปากหวอ
มันย่นคิ้วเข้าหากันก่อนจะรีบถุยลูกอมที่อยู่ในปากทิ้ง
ทำเอาผมอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ก่อนจะส่งมือไปผลักหัวของมันอีกที
“ไอ้เหี้ย แสบคอเลย”
มันว่าพลางกรอกน้ำเข้าปากไปค่อนขวดก่อนจะแลบลิ้นออกมาด้านนอกเพราะความหวานที่ยังคงอยู่
นี่หรอท่าทีของคนที่ปกติดี?
“กูรู้ทันมึงหมดแหละไอ้เหี้ยยุน
อย่าปิดบังกูเลย ทำไม่ได้หรอก” J
“กูเกลียดมึงแล้วไอ้สัดบ๊อบ
อย่ามาพยายามค้นหาความลับอะไรทั้งนั้น กูอยากลืม”
“มึงก็รู้ว่ากูไม่ชอบสืบหาอะไร
ของแบบนี้ถ้ามันจะรู้เดี๋ยวก็รู้เอง”
“มึงจะไม่มีวันได้รู้
เพราะกูจะไม่ได้เจอกับไอ้เหี้ยนั่นอีก แล้วกูก็จะไม่ไปทะเลที่นั่นอีกแล้วด้วย”
ไอ้ยุนปฏิเสธเสียงแข็ง
เรียกให้ผมเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจกับท่าทางหนักแน่นของมัน นัยน์ตาคู่สวยนั้นฉายประกายมุ่งมั่นและจริงจัง
จนผมคิดว่าถ้ามันระเบิดเกาะนั่นทิ้งได้มันคงทำไปแล้ว
“ทำไมวะ
ไอ้เหี้ยนั่นเลวร้ายกับมึงมากเลยหรอ?”
“เออดิ
มึงไม่รู้หรอกว่ามันเป็นเด็กที่เหี้ยแค่ไหน มึงต้องเห็นหน้ามันตอนกระตุกยิ้มใส่
ถ้าไม่ติดว่ากูเจ็บกูจะถีบเข้าให้”
“สรุปว่าไอ้คนที่ซ้อมมึงนี่เป็นเด็กอ่อ?”
ผมกอดอกก่อนจะเอนหลังพิงตู้เก็บของ ส่วนไอ้ยุนก็ส่ายหน้าแล้วพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ
สองมือนั้นกำแน่นบ่งบอกว่าโคตรเจ็บแค้นจริงๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้น
“ไม่ ไอ้เด็กนี่แม่งไม่ได้ซ้อมกู
แต่มันทำ..” มันพูดออกมาแค่นั้นก่อนจะหยุดชะงักไปเสียดื้อๆ เรียกให้ผมเลิกคิ้วขึ้นอีกครั้งพร้อมกับขำออกมา
ส่วนไอ้ยุนก็ทำหน้าสลด นัยน์ตาสีดำกลอกไปมาราวกับคนที่กำลังกลัว ใบหน้าขาวซีดเผือดก่อนที่มันจะกลืนน้ำลายลง
“ไอ้เด็กนั่นทำอะไรมึง?”
“ไอ้เหี้ยบ๊อบ
ใครสอนให้มึงมาล้วงความลับจากกู” มันเงยหน้าขึ้นมามองตาขวาง
ไอ้ยุนกัดฟันกรอดในขณะที่ผมก็ต้องอมยิ้มกลั้นหัวเราะเอาไว้
โถ่ ตีเนียนมาได้ตั้งนาน
ในที่สุดมันก็รู้ตัวแล้ว
“พูดมาขนาดนี้ก็เล่าเหอะ
ไอ้เด็กนั่นทำอะไรกับมึง?”
“ไม่โว้ย
มึงไม่ต้องรู้เหี้ยไรทั้งนั้น!”
“แต่ดูเหมือนมึงอยากระบาย
เมื่อกี๊มึงก็พูดออกมาเกือบหมดแล้ว รู้สึกโล่งขึ้นบ้างมั้ย?”
ไอ้ยุนเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อได้ยินคำถามนั้น
ส่วนผมก็ยกแขนขึ้นมากอดอกเอาไว้เหมือนเดิมแล้วจ้องมองมันเงียบๆ ไม่เซ้าซี้อะไรต่อ
ปล่อยให้อีกคนจมอยู่กับห้วงความคิดของตัวเองซักพัก
ทั้งห้องตกอยู่ภายใต้ความเงียบ
มีแค่เพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ยังคงดัง จุนเน่เองก็ออกไปข้างนอกยังไม่เข้ามา
ไอ้ยุนสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะผ่อนออกมาแรงๆ
แล้วยกมือขึ้นมาทึ้งหัวด้วยความขัดใจ
“มึงห้ามบอกใคร”
มันหันมามองด้วยสายตาจริงจัง ส่วนผมก็เลิกคิ้วขึ้นแล้วพยักหน้าลงช้าๆ
“มึงก็รู้ว่ากูเก็บความลับเก่งขนาดไหนกัน
เชื่อใจกูด้..”
“กูโดนแล้ว”
“หืม?”
แต่ยังไม่ทันพูดอะไรจบมันก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน
ทำเอาผมงงไปชั่วครู่ก่อนจะเผยอปากออกอย่างไม่อยากจะเชื่อ
แล้วก็ไม่แน่ใจด้วยว่าตัวเองคิดถูกรึเปล่า
“มึงหมายถึง?”
“หุบปากแล้วไม่ต้องถามเหี้ยอะไรต่อทั้งนั้น
แค่นี้ชีวิตกูก็อัปยศพอแล้ว กูแทบไม่กล้ามองหน้ามิสะแล้วด้วย”
“เฮ้ย นี่มึงโดนเด็ก..”
“กูบอกให้หุบปากไง”
“เดี๋ยวดิ
ไอ้เด็กนั่นมีอะไรกับมึงแล้วทิ้..”
“เหี้ยบ๊อบ! กูบอกให้เงียบ!”
หมอนใบใหญ่ถูกเขวี้ยงมาทางนี้
ทำเอาผมรีบยกมือรับแทบไม่ทัน ไอ้ยุนเองก็งอนที่ผมถามไม่เลิก
มันพลิกตัวนอนตะแคงหันหลังให้ก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงเอาไว้ไม่ยอมพูดอะไรอีก
โอเค
เหมือนสิ่งที่ตัวเองเข้าใจนั้นจะถูกต้อง ปัญหาทุกอย่างคลี่คลายไปหมด ผมรู้แล้วว่าที่มันซึมและเป็นไข้เพราะอะไรกัน
ดูเหมือนว่า.. จะต้องปลอบกันอีกยาวเลยทีเดียว
#ฮันบินล่าแต้ม